Logo_ALT_300x300-r
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT คว้าระดับ “ดีเลิศ 5 ดาว” จากโครงการ Governance Report of Thai Listed Companies – CGR) ปี 2566

ซึ่งจัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD)
และ ” 100 คะแนนเต็ม 5 เหรียญ” จากโครงการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทจดทะเบียน (AGM Checklist) ปี 2566 ดำเนินการโดย สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (Thai Investors Association: TIA)

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT โชว์ผลงานไตรมาส 3/66 กำไรสุทธิ 14.72 ล้านบาท

ธุรกิจบริการโครงข่ายโตต่อเนื่อง-งานในมือยืนระดับ 4.5 พันล้าน

เอแอลที เทเลคอม เปิดผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2566 มีรายได้รวม 255.78 ล้านบาท ปลื้มธุรกิจให้บริการโครงข่ายเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลมีอัตรากำไรขั้นต้น 55.37 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิ 14.72 ล้านบาท พร้อมโชว์มีงานรอรับรู้รายได้ในมือ 4,500 ล้านบาทและมีกระแสเงินสดในมือ 156 ล้านบาท

นายสมบุญ เศรษฐ์สันติพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยกร สายงานการเงินและบัญชี บริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า บริษัทมีผลการดำเนินงานรวม ประจำไตรมาส 3/2566 สิ้นสุด วันที่ 30 ก.ย. มีรายได้รวม 255.78 ล้านบาท ลดลงจาก 286.03 ล้านบาท ในไตรมาส 3/2565  โดยเป็นการลดลงของรายได้จากการขายสินค้าและบริการติดตั้งวางระบบจำนวน 7.17 ล้านบาท และ 46.15 ล้านบาท ตามลำดับ ในส่วนของรายได้จากธุรกิจให้บริการโครงข่ายซึ่งเป็นรายได้ประจำ (Recurring income) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยเพิ่มขึ้น 23.07 ล้านบาท

บริษัทมีกำไรขั้นต้นในไตรมาส 3/2566 มีจำนวน 55.37 ล้านบาท โดยสัดส่วนหลัก 54.2% มาจากธุรกิจให้บริการโครงข่ายที่เป็นรายได้ประจำ (Recurring income) จำนวน 29.98 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นกำไรจากธุรกิจให้บริการติดตั้งวางระบบและขายสินค้า 21.09 ล้านบาท และ 4.30 ล้านบาท ตามลำดับ

“จากผลการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้ไตรมาส 3/2566 บริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 14.72 ล้านบาท เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไร 28.55 ล้านบาท ลดลง 48% โดย ณ วันที่ 30 ก.ย. 2566 บริษัทมีงานในมือ หรือ Backlog ประมาณ 4,490 ล้านบาท”นายสมบุญกล่าว

นายสมบุญกล่าวอีกว่า บริษัทมีสินทรัพย์รวมและหนี้สินรวมเพิ่มขึ้น 629.86 ล้านบาท และ  614.13 ล้านบาท ตามลำดับ รายการเปลี่ยนแปลงด้านทุนหมุนเวียน ได้แก่ ลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์ที่เกิดจากสัญญาเพิ่มขึ้นสุทธิ 15.63 ล้านบาท สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น 152.73 ล้านบาท ในขณะที่เจ้าหนี้การค้ามียอดเพิ่มขึ้น 176.47 ล้านบาท ด้านการลงทุน รายการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญได้แก่ โครงข่ายใยแก้วนำแสงมูลค่าเพิ่มขึ้น 419.31ล้านบาท สินทรัพย์สิทธิการใช้ (สัญญาเช่าและบริการระยะยาว) เพิ่มขึ้น 114.24 ล้านบาทพร้อมกับหนี้สินสัญญาเช่าที่เพิ่มขึ้น 109.42 ล้านบาท 

สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านแหล่งเงินทุนได้แก่ เงินกู้ยืมสถาบันการเงินและกิจการที่เกี่ยวข้องกัน เพิ่มขึ้น 226.90 ล้านบาท และเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าสำหรับสัญญาให้บริการระยะยาว (IRU) เพิ่มขึ้นจำนวน 72.69 ล้านบาท โดย ณ วันสิ้นไตรมาส 30 กันยายน 2566 บริษัทมีเงินสดในมือจำนวน 156.24 ล้านบาท

ขณะที่นายสมบุญกล่าวอีกว่า เป็นเรื่องน่ายินดีที่ ALT เป็นหนึ่งในบริษัทจดทะเบียนที่ได้รับคะแนนประเมินการกำกับดูแลกิจการระดับ 5 ดาว หรือ “ดีเลิศ” ประจำปี 2566 (CCR Checklist ปี 2566) จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับรางวัลระดับ5 เหรียญ ประจำปี 2566 (AGM Checklist 2566) จากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย(TIA)

รางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทสอดคล้องกับความต้องการนักลงทุน ผู้ถือหุ้นและประชาชนทั่วไป ที่ดำเนินธุรกิจที่ ให้ความสำคัญกับสังคมและประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน และพัฒนาการกำกับกิจการที่ดี เพื่อให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT Smart City Chaiyaphum / เมืองอัจฉริยะชัยภูมิ

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT โชว์ไตรมาส 2/66 กวาดรายได้ 396 ลบ.งานโซลาร์รูฟท็อป-บริการโครงข่ายรุ่งแนวโน้มโตต่อเนื่อง

เอแอลที เทเลคอม โชว์ผลการดำเนินงานไตรมาส2/2566 กวาดรายได้ 396 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 56.6% รับอานิสงค์รายได้จากการขายสินค้าเติบโตก้าวกระโดดกว่า 427% โดยส่วนใหญ่มาจากงานขายโซล่าร์รูฟท็อปที่เติบโตต่อเนื่อง และธุรกิจให้บริการโครงข่ายเพิ่ม 74% ส่งผลมีกำไรสุทธิ 16 ล้านบาท พร้อมโชว์งานรอรับรู้รายได้กว่า 4,275 ล้านบาท

นายสมบุญ เศรษฐ์สันติพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/2566 สิ้นสุดวันที่ 30 มิ.ย.2566 บริษัทมีรายได้รวม 395.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.6%  จากงวดเดียวกันของปีก่อน มีรายได้ 252.81 ล้านบาทในขณะที่กำไรขั้นต้นรวม 57.17 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 24.3% จาก 45.97 ล้านบาท

รายได้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก หลักๆ มาจากรายได้จากการขายสินค้า 124.98 ล้านบาท เติบโตขึ้น 427.5% จาก 23.69 ล้านบาท ไตรมาส 2/2565  โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานขายโซล่ารูฟท็อปที่มียอดเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันธุรกิจให้บริการโครงข่ายซึ่งรายได้ประจำ (Recurring Income) และเป็นรายได้หลักในสัดส่วน 45.7% ของรายได้รวม ในไตรมาส 2/2566 มีรายได้ 181.02 ล้านบาทเติบโตขึ้น 74.5% จาก 103.37 ล้านบาทใน ไตรมาส 2/2565

อย่างไรก็ตามใน ไตรมาส2/2566 บริษัทมีการกลับรายการรายจ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

16.33 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้ ทำให้รายจ่ายดังกล่าวที่บริษัทเคยตั้งสำรองไว้ได้ถูกกลับรายการ ซึ่งเป็นผลดีต่อกิจการ

รายได้ที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินการใน ไตรมาส2/2566 บริษัทมีกำไรทุนสุทธิจำนวน 16.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.74 ล้านบาท หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,109% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1.33 ล้านบาท โดย ณ วันที่  30 มิ.ย. 2566 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 4,275 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีเงินสดในมือ 222.36 ล้านบาท

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอแอลทีคว้างานผลิตE-Meter ให้การไฟฟ้ามูลค่ากว่า300 ล้านครอบคลุม 5 จังหวัด”ปทุมธานี-สระบุรี-ปราจีนบุรี-เพชรบุรี-สมุทรสงคราม”

เอแอลที เทเลคอม ปลื้มบริษัทลูก” เอ็นเนอร์จี แม็คซ์” คว้างานประมูลผลิตมิเตอร์ไฟฟ้าให้ การไฟฟ้า กว่า 3 แสนครัวเรือนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี-สระบุรี-ปราจีนบุรี-เพชรบุรี-สมุทรสงครามมูลค่างานกว่า 300 ล้านบาท ระบุเริ่มทยอยส่งมอบงานคาดจบดีลภายในเดือนพ.ค.2567 มั่นใจประสบการณ์แน่น-แบรนด์แข็งแกร่ง พร้อมเข้าร่วมงานประมูลE-Meterทั่วประเทศ โชว์ผลงานที่ผ่านมา ผลิตและติดตั้งโครงการสมาร์ทมิเตอร์นำร่อง ที่พัทยา จ.ชลบุรี

นายสุรพงษ์ ปัตถนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ  บริษัท เอ็นเนอร์จี แม็คซ์ จำกัด (EMAX) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยว่า บริษัทได้ชนะการประมูลงาน โครงการผลิต อิเล็กทรอนิกส์มิเตอร์ หรือE-Meter ให้กับการไฟฟ้าภูมิภาค (การไฟฟ้า) จำนวน 3 แสนตัวเพื่อดำเนินการติดตั้งในปทุมธานี-สระบุรี-ปราจีนบุรี-เพชรบุรี-สมุทรสงครามเมื่อเดือนมิ.ย.2566 โดยได้ดำเนินการส่งมอบงานงวดแรกแล้วช่วงต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับโครงการประมูลงานดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 10 พ.ค.2567 อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะสามารถดำเนินการส่งมอบงานให้แล้วเสร็จได้ก่อนกำหนด”นายสุรพงษ์กล่าว

“การไฟฟ้าภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวง มีแผนงานที่จะดำเนินการเปลี่ยนมิเตอร์จานหมุนที่ใช้อยู่ปัจจุบันให้เป็นอิเล็กทรอนิคส์มิเตอร์ หรือ E-Mete rทั้งประเทศที่มีอยู่ราว 20 ล้านครัวเรือน โดยจะทยอยเปิดประมูลในทุกปี ด้วยการเปิดประมูลให้ได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2 ล้านครัวเรือน ซึ่งปีนี้ได้เปิดประมูลรวม 12 เขต และบริษัทเอ็นเนอร์จี แม็คซ์ เป็น1 ในผู้ร่วมประมูลที่ชนะงาน 2 เขตดังกล่าว และเราก็ได้เริ่มสับเปลี่ยนมิเตอร์มิเตอร์จานหมุนเป็น E-Meter ให้กับการไฟฟ้าตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา”นายสุรพงษ์กล่าว

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า บริษัทเอ็นเนอร์จี แม็คซ์ ถือเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์และได้รับการยอมรับด้านมาตรฐานต่างๆ และเป็นผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการของการไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทที่จะผ่านการประมูลจะต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ที่การไฟฟ้ากำหนด ซึ่ง บริษัทที่ชนะการประมูลงานครั้งนี้มีทั้งหมด 4 ราย และบริษัทก็เป็น 1 ใน 4 รายที่ชนะการประมูลงานการไฟฟ้า เป็นเพราะแบรนด์เอ็นเนอร์จี แม็คซ์ แข็งแกร่ง มีอัตราการเสียน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนของที่ส่งมอบ เพราะนโยบายของบริษัทคือต้องการส่งมอบของที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของสินค้าและบริการของบริษัทฯ เป็นอย่างมาก

นอกจากนี้บริษัท ฯ ยังได้รับมาตรฐานระบบบริหารคุณภาพ ISO 9001 ,มาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14000 ที่สำคัญโรงงานยังได้รับใบรับรองมาตรฐานห้องปฎิบัติการทดสอบ  มอก. 17025 ด้วย เป็นการควบคุมคุณภาพ เป็นมาตรฐานคุณภาพการผลิต ซึ่งน้อยรายที่จะได้ใบรับรองมาตรฐาน ISO 17025 ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพของสินค้าและบริการได้เป็นอย่างดี

“ประสบการณ์ที่ผ่านมาและการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งก็เป็นการการันตีผลงานของเราด้วย เพราะนับตั้งแต่ การไฟฟ้าตื่นตัวสมาร์ทกริด เราก็เริ่มหาพันธมิตรต่างประเทศ จนได้พันธมิตรคือบริษัทไอทรอน (ITRON) พันธมิตรจากประเทศสหรัฐ เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ติดอันดับ top5 ของโลก เราก็ทำธุรกิจกับการไฟฟ้ามาเรื่อยๆ จนถึงปี 2016 ตลาดที่ไม่ใช่การไฟฟ้าก็เติบโตมาเรื่อยๆ เราก็ได้จังหวะดีมา คือ ได้โครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย ในการเปลี่ยน ติดตั้ง E-Meterให้บ้านพักการรถไฟทั่วประเทศ ก็ประสบความสำเร็จด้วยดี ”นายสุรพงษ์กล่าว

นอกจากนี้ในปี 2018 บริษัทเอ็นเนอร์จี แม็คซ์ กับพันธมิตรไอทรอนก็ชนะประมูลของการไฟฟ้าภูมิภาคในโครงการสมาร์ทกริดนำร่องในพื้นที่พัทยา โดยเป็นการเปลี่ยนมิเตอร์แบบจานหมุนเป็นแบบสมาร์ทมิเตอร์ 116,000 ตัว ทั้งโครงการ

อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า การแข่งขันในตลาดผลิตและติดตั้งมิเตอร์สูงมาก แต่บริษัทสามารถแข่งขันได้ เนื่องจากการไฟฟ้ามีข้อกำหนดด้านคุณภาพสูงมาก ทำให้บริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตที่ผ่านเกณฑ์ข้อกำหนดของไฟฟ้า ทำให้บริษัทมีโอกาสเข้าไปประมูลงานโครงการในหลายๆโครงการของไฟฟ้า ยกตัวอย่างการประมูลติดตั้งสับเปลี่ยนทดแทนมิเตอร์จานหมุนพื้นที่12 เขตมีผู้ชนะการประมูล 4 รายเท่านั้น บริษัทเป็นหนึ่งใน 4 รายที่ได้งานนี้

“ถือเป็นจุดแข็งที่ให้ชนะการประมูลที่ผ่านมาเนื่องจากเราผ่านงานพัทยา และงานประมูลครั้งใหม่นี้เราก็ได้พันธมิตรที่ดี เป็นพันธมิตรในไทย ทั้งผู้ผลิตมิเตอร์และซับคอนแทค ทำให้เรามีความมั่นใจว่าเราพร้อมมากที่จะร่วมประมูลงานที่การไฟฟ้ามีแผนที่จะขยายงานเพิ่มเติม เพราะผลงานที่ผ่านมาก็การันตีได้อย่างดี ทั้งนี้การแข่งขันก็คงอยู่ที่ราคา และคุณภาพ “นายสุรพงษ์กล่าว

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT พร้อมให้บริการสถานีเคเบิลใต้น้ำ นำร่อง จ.สตูลรองรับลูกค้าต่างชาติใช้ไทยเชื่อมโยงสื่อสารทั่วโลก

เอแอลที เทเลคอมโชว์ศักยภาพบริษัทลูก ”IGC” พร้อมให้บริการสถานีเชื่อมต่อระบบเคเบิลใต้น้ำในพื้นที่ จ.สตูล โครงการแรก เพื่อรองรับการใช้บริการเชื่อมโยงการสื่อสารไปทั่วทุกมุมโลก ย้ำชัดเป็นระบบสื่อสัญญาณที่สามารถส่งผ่านข้อมูลได้รวดเร็วด้วยเสถียรภาพที่สูงกว่าระบบสื่อสัญญาณอื่นๆ ปลื้มเซ็นสัญญาลูกค้ารายใหญ่เพื่อเชื่อมต่อระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายสุพัฒน์ เอี่ยมวิวัฒน์  รองกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายปฎิบัติการ บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด (IGC ) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า IGC ได้ดำเนินการให้บริการสถานีเคเบิลใต้น้ำในพื้นที่จังหวัดสตูลเป็นโครงการแรก  เพื่อเชื่อมต่อระบบเคเบิลใต้น้ำและบริการรับส่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วด้วยเสถียรภาพที่สูงกว่าระบบสื่อสัญญาณอื่นๆ รองรับการเชื่อมระบบสื่อสารและสัญญาณอินเทอร์เน็ตระหว่างทวีป ทั้งจากทวีปยุโรป ทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดียและสิงคโปร์ มายังประเทศไทย ซึ่งจะสามารถเชื่อมระบบเครือข่ายสื่อสารไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) การเพิ่มระบบเคเบิ้ลใต้น้ำเชื่อมต่อกับสถานีเคเบิลใต้น้ำในประเทศไทยเพื่อเชื่อมโครงข่ายต่างๆ ภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงข่ายของบริษัทเอง หรือโครงข่ายของผู้ประกอบการรายอื่นๆ รวมถึงโครงข่ายที่เชื่อมระหว่างศูนย์ข้อมูล (Data Center) ทั้งหลายที่ตั้งอยู่ในไทย จะเป็นการเพิ่มปริมาณข้อมูลที่ส่งผ่านและเข้าประเทศไทย จากระบบเคเบิลใต้น้ำที่มาจากทวีปอื่นๆ ได้มากยิ่งขึ้น  ความสำเร็จของโครงการนี้นอกจากจะเสริมสร้างรายได้ให้กับบริษัทแล้ว ยังช่วยยกระดับให้ไทยเข้าใกล้เป้าหมายของประเทศที่มุ่งพัฒนาให้เป็น Digital Hub อีกด้วย

โดยโครงการระบบเคเบิลใต้น้ำเพื่อเชื่อมระบบเครือข่ายสื่อสัญญาณโทรคมนาคมรวมถึงสัญญาณอินเตอร์เน็ตข้ามทวีปไปอีกมุมหนึ่งของโลก โดยมีศูนย์กลางข้อมูลอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง อินเดีย ฝรั่งเศส และเยอรมัน มีการเชื่อมสัญญาณสื่อสารไปทั่วโลกด้วยระบบเคเบิ้ลใต้น้ำ เป็นการเชื่อมต่อด้วยสายไฟเบอร์ออฟติคที่ถูกติดตั้งในทะเล สามารถแก้ปัญหาความล่าช้าของการรับส่งข้อมูลได้จากการเดินทางด้วยความเร็วแสง 186,000 ไมล์ต่อวินาที มีค่าความหน่วงต่ำ (Low latency) ทำให้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สัญญาณภาพและเสียงไม่กระตุกและมีความเสถียรสูง

“ความน่าสนใจของธุรกิจเคเบิลใต้น้ำและการให้บริการสถานีเคเบิลใต้น้ำ โดยทางเทคนิคการใช้งาน Social media ต้องการการเชื่อมสัญญาณระหว่างทวีปที่มีความรวดเร็วและระบบเครือข่ายสื่อสารที่มีความเสถียรสูง แต่การลงทุนระบบเคเบิลใต้น้ำใช้เงินลงทุนที่สูงมาก อย่างเช่นการเชื่อมต่อระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่าง ไทย-อินเดีย จะใช้เงินลงทุนสูงถึง 300-400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเราไม่พร้อมที่จะลงทุนทำเอง แต่ปัญหาหรือจุดอ่อน คือเมื่อก่อนการลงทุนสร้างระบบเคเบิลใต้น้ำเข้ามาที่ประเทศไทยยังมีน้อย เพราะความกังวลในขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการค่อนข้างนาน ผู้ประกอบการจึงหันไปลงทุนในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์แทน

ซึ่งเรามองเห็นโอกาสตรงนี้จึงได้สร้างสถานีเคเบิลใต้น้ำขึ้นมา โดยการขออนุญาตจาก กสทช. และขออนุญาตในการใช้พื้นที่จากหน่วยงานรัฐที่กำกับดูแลและหน่วยงานท้องถิ่นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทได้เซ็นสัญญากับลูกค้าต่างชาติซึ่งเป็นบริษัทระดับโลกเพื่อเชื่อมต่อระบบเคเบิลใต้น้ำเข้ามายังสถานีเคเบิลใต้น้ำของ IGC ที่ จ.สตูล และส่งผ่านสัญญาณเพื่อเชื่อมไปยังโครงข่ายภายในประเทศหรือต่างประเทศ รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ต่างๆ ในประเทศไทย“

“เรารู้ว่า Submarine cable เป็นความจำเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา Digital Economy ของประเทศไทย แต่โครงการ Submarine cable มีการลงทุนที่สูงมาก จึงเป็นที่มาของการบริหารจัดการอำนวยความสะดวกให้ระบบเคเบิลใต้น้ำเข้ามาในไทยและเชื่อมกับโครงข่ายภาคพื้นดินได้ง่ายขึ้น เราเปรียบเสมือนท่าเรือที่เปิดให้เรือโดยสารเข้ามาเทียบท่าและดูแลผู้โดยสารให้ขึ้นฝั่งและผ่านพิธีการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และปลอดภัย สิ่งที่ IGC ทำนี้ เป็นการสนับสนุนและดำเนินตามนโยบายของภาครัฐที่จะช่วยส่งเสริมการเป็น Digital Hub ของไทย ซึ่ง IGC ได้สร้างสถานีเคเบิ้ลใต้น้ำเพื่อรองรับ Submarine cable จากทั่วโลกที่จะเข้ามาที่ไทย จะทำให้ประเทศไทยน่าสนใจ และจูงใจให้โอเปอเรเตอร์และดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกมีความมั่นใจที่จะมาลงทุนในไทยมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ALT มีแผนที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจในกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นด้วย” นายสุพัฒน์กล่าว

นายสุพัฒน์ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า IGC จำเป็นต้องมีการสร้างสถานีเคเบิลใต้น้ำฝั่งตะวันตกเพื่อรองรับการเชื่อมต่อจากยุโรป แอฟริกาใต้ และอินเดีย โดยจำเป็นต้องมีการเชื่อมระบบเครือข่ายสื่อสารมาทางฝั่งตะวันออก จึงต้องมีสถานีเคเบิลใต้น้ำใน จ.สงขลา เพื่อเชื่อมต่อระบบเคเบิลใต้น้ำในฝั่งตะวันออกไปยังญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม จีน และฮ่องกง รวมถึงจำเป็นต้องมีสถานีเคเบิลใต้น้ำในจ.ระยอง เพื่อช่วยส่งเสริมการพัฒนาในพื้นที่ EEC ซึ่งเมื่อมีการเชื่อมระบบเครือข่ายระหว่าง จ.ระยอง จ.สตูล และ จ.สงขลา ถึงกันได้ ผู้ใช้บริการจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านระบบเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงที่มีศักยภาพที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตัวอย่างเช่น ถ้าญี่ปุ่นที่จะมาลงทุน Submarine cable เชื่อมจากสงขลาไปญี่ปุ่น จะเปิดโอกาสในการเชื่อมต่อข้อมูลสื่อสารกับฐานลูกค้าในภาคตะวันออกที่อยู่ในพื้นที่ EEC และยังสามารถเชื่อมไปยัง อินเดีย ยุโรป ในฝั่งตะวันตกได้อีกด้วย

IGC ต้องการเชื่อมระบบเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงจาก จ.สตูล และสงขลา มายังกรุงเทพฯ และเชื่อมระบบเครือข่ายสื่อสารไปยังมาเลเซีย โดยใช้โครงข่ายหลักของ IGC เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายใยแมงมุมให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญต่างๆ ทั่วประเทศ และเมื่อเปิดให้บริการครบทั้ง 15 Cross Borders ก็จะเชื่อมโยงโครงข่ายสื่อสัญญาณไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เมียนมาร์ รวมถึงเวียดนาม และจีน ซึ่งจะทำให้เกิดการเชื่อมเครือข่ายภาคพื้นดินกับระบบเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคให้มีเสถียรภาพสูง “ความคาดหวังของรัฐบาลในการเป็น Digital Hub ของ Southeast Asia คงเป็นไปได้เร็วขึ้น ถ้าทุกภาคส่วนให้ความร่วมมือกันในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่ IGC พยายามทำอยู่”

http://moneyholiday.weebly.com/home/6529588

#alt #เอแอลทีเทเลคอม #สถานีเคเบิลใต้น้ำ #เคเบิลใต้น้ำ #สตูล #อินเตอร์เนชั่นแนลเกตเวย์ #IGC #DigitalHub #ไฟเบอร์ออฟติค #Submarinecable #DigitalEconomy

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT ปลื้มยอดใช้โครงข่ายข้ามแดน”เมียนมาร์-กันพูชา”พุ่งพรวด

ALT ปลื้มยอดใช้โครงข่ายข้ามแดน”เมียนมาร์-กันพูชา”พุ่งพรวด เร่งเจรจายักษ์ใหญ่ต่างชาติลงทุนไทยรับนโยบาย Digital Hub

นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด (IGC ) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง และบริการชุมสายอินเทอร์เน็ตทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า บริษัท IGC แม้ว่าจะเป็นน้องใหม่ที่เปิดให้บริการได้เพียง 4 ปี แต่ผลการดำเนินงานในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการให้บริการเชื่อมต่อโครงข่ายกับประเทศเมียนมาร์และกัมพูชา

โดยปัจจัยหลักที่ทำให้ IGC มีการเติบโตอย่างมาก เป็นเพราะบริษัทได้เปิดให้บริการในจังหวะเวลาที่ผู้ใช้บริการต้องการคุณภาพของบริการที่ดีขึ้น มีตัวเลือกที่มากขึ้น ประกอบกับเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาประเทศเมียนมาร์เกิดปัญหาภายใน ทำให้มีปริมาณความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ในขณะที่ IGC มีความพร้อมในการให้บริการ โดยเฉพาะมีเครือข่ายหลักที่อยู่บนเส้นทางรถไฟทั่วประเทศ และมีเส้นทางสำรองบนถนน ทำให้โครงข่ายมีความเสถียรสูง รวมทั้งมีการเชื่อมต่อข้ามพรมแดนและศูนย์ข้อมูลหลายจุด

“แม้เราเพิ่งเปิดดำเนินการมาแค่ 4 ปี แต่ด้วยความพร้อมดังกล่าว ทำให้เกิดความแตกต่างในการให้บริการได้รวดเร็วกว่าความคาดหวังของลูกค้า ในคุณภาพที่เทียบเท่าหรือดีกว่า เราพร้อมที่จะเข้าไปคุยกับลูกค้าทุกราย ทำให้เราเติบโตในช่วง 2 ปีแรกที่เริ่มให้บริการได้เร็วมากๆ เติบโตจากศูนย์ มาเป็น Multiple 100 Gbps ภายใน 3 ปี เราได้ธุรกิจจากเมียนมาร์เป็นสัดส่วนสูงสุด เราเป็นรายเล็กที่เติบโตสวนกระแส โตถึงขีดสุดจนถึงขนาดอุปกรณ์ไม่เพียงพอติดตั้งให้ลูกค้า” นายพิชิต กล่าว

ส่วนผลการดำเนินงานในปีนี้ของ IGC ก็ยังเป็นอีกปีที่มีแนวโน้มจะเติบโตสวนกระแสโดยเฉพาะปริมาณแบนด์วิทด์ที่ต่อเชื่อมกับประเทศกัมพูชา ที่ล่าสุดเติบโตแซงประเทศเมียนมาร์ไปแล้ว โดยสาเหตุที่กัมพูชามีการเติบโตมาก เนื่องจากกัมพูชามีชายแดนเชื่อมต่อกับประเทศเวียดนาม เมื่อเวียดนามมีปัญหาไม่สามารถส่งข้อมูลในประเทศ หรือเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับต่างประเทศได้ เพราะสายเคเบิลใต้น้ำเกิดปัญหา ทำให้ต้องส่งข้อมูลมาทางภาคพื้นดินแทน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของ IGC ที่มีความพร้อมให้บริการเชื่อมต่อตามชายแดนอยู่แล้ว จึงสามารถรับแบนด์วิทด์จากเวียดนามมาประเทศไทย ไปสิงคโปร์ เป็นเส้นทางใหม่ที่สร้างโอกาสในการใช้โครงข่ายชายแดนไทย-กัมพูชามีปริมาณแบนด์วิทด์มากกว่าเมียนมาร์แล้ว ณ วันนี้

ทั้งนี้บริษัทIGC ได้สิทธิเชื่อมต่อโครงข่ายจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช มาทั้งหมด 15 borders แต่ปัจจุบันใช้ไปเพียง 12 borders ดังนั้นโครงข่ายของIGC ที่วางไว้มั่นใจว่าสามารถตอบโจทย์การทำธุรกิจให้ลูกค้าจริง โดยเชื่อมจากชายแดนหนึ่งไปอีกชายแดนหนึ่งเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นจุดขายของIGC 

“เรามีความแตกต่างและเติบโตที่ก้าวกระโดดแม้จะเป็นผู้เล่นรายเล็กที่เพิ่งเกิดใหม่ เชื่อว่าเป็นเพราะเรามีทีมงานที่แข็งแกร่ง สามารถให้บริการลูกค้าแต่ละรายได้ในเวลารวดเร็วจากที่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนในการเชื่อมต่อโครงข่าย  สิ่งนี้คือสิ่งที่เราแตกต่างและทำให้เราเติบโตอย่างมาก” นายพิชิต กล่าว

นายพิชิต กล่าวว่า ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมกับการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อแลกเปลี่ยนอินเทอร์เน็ต (Digital Hub) ทำให้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมาร์ สปป.ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ให้ความสนใจมาใช้ไทยเป็นจุดแลกเปลี่ยน ซึ่ง IGC มีความได้เปรียบด้านการแข่งขันเนื่องจากกลุ่ม ALT ได้ลงทุนสร้างโครงข่ายเคเบิลใยแก้วนำแสงไว้หลากหลายเส้นทางและมีความปลอดภัยสูง มีจุดเชื่อมต่อจำนวนมาก จึงสามารถออกแบบโครงข่ายได้ตรงตามความต้องการของลูกค้าและสามารถให้บริการได้อย่างรวดเร็ว 

“Digital Hub ของ เซาท์อีสท์เอเชีย (Southeast Asia)ถือเป็น Road Map หลักที่รัฐบาลไทย กำหนดไว้ ซึ่งในภาครัฐได้ลงทุนพัฒนาพื้นที่ที่เรียกว่า EEC โดยมีสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย เราก็พยายามเอาสิทธิประโยชน์ต่างๆ ใน EEC ไปเป็นฐานและเป็นข้อมูลหลัก ในการไปเจรจากับนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ของโลก ว่าประเทศไทยเปิดแล้วและรัฐมีนโยบายผลักดันเรื่อง Digital Hub  ผมมองว่า ภายใน 2 ปีนี้ถือเป็นปีทองที่รัฐต้องเร่งผลักดันให้เกิดขึ้น เพราะหาก Digital Hub  เกิดขึ้น ทั้งปริมาณข้อมูล ทั้งปริมาณอุปกรณ์ไอที ทั้งจำนวนดาต้าเซ็นเตอร์ จะมาลงทุนอีกมาก เพราะทั้งอินเทอร์เน็ต ทั้งอีคอมเมิร์ซที่เติบโต จำเป็นต้องมีศูนย์ข้อมูลในประเทศไทย ขณะที่ IGC เองได้ลงทุนสถานีเคเบิลใต้น้ำ เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนในการนำสายเคเบิลใต้น้ำมาขึ้นที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นทางเลือกที่นักลงทุนสามารถมาหาเรา มาเป็นพันธมิตรกับเราได้ง่ายขึ้น ภายในเวลาที่รวดเร็ว” 
 TAGS: #ALT#DigitalHub#IGC

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ALT โชว์งวดปี 65 กำไรขั้นต้นเติบโตเพิ่ม 147%

เอแอลที เทเลคอม เปิดผลการดำเนินงานงวดปี 65 มีกำไรขั้นต้น 202 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 147%  จากทุกธุรกิจที่ทำกำไรขั้นต้นได้ดี ทั้งกลุ่มขายสินค้า บริการติดตั้งวางระบบ และบริการโครงข่าย พร้อมมั่นใจแนวโน้มปีนี้มีศักยภาพเติบโตสูง โชว์งานรอรับรู้รายได้ในมือ 3,560 ล้านบาท ขณะที่บริษัทมีการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ โครงข่าย Wi-FiNetwork กว่า  97 ล้านบาท ทำให้มียอดขาดทุนสุทธิ 107 ล้านบาท

​นายสมบุญ เศรษฐ์สันติพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT เปิดเผยผลการดำเนินงานของบริษัทรวมงวดปี 2565 เทียบกับงวดปี 2564 ปรากฏว่า บริษัทมีรายได้รวม 1,148.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 1,072.65 ล้านบาท โดยรายได้หลักๆ ที่เพิ่มขึ้นมาจาก รายได้จากการให้บริการโครงข่ายเพิ่มขึ้น 39.3% จาก 333.67 ล้านบาท เป็น 464.65 ล้านบาท และ รายได้จากการขายสินค้าเพิ่มขึ้น 52% จาก 63.19 ล้านบาท เป็น 96.08 ล้านบาท

​“หากพิจารณารายกลุ่มธุรกิจ ปี 2565 มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งกลุ่มขายสินค้า บริการติดตั้งวางระบบ และบริการโครงข่าย มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 34.4% , 104.7% และ 545.6% ตามลำดับ” นายสมบุญ กล่าว

​อย่างไรก็ตามบริษัทมีค่าใช้จ่ายอื่น 97.61 ล้านบาท เป็นรายจ่ายจากการตั้งสำรองด้อยค่าของสินทรัพย์โครงข่าย Wi-Fi Network เนื่องจากลูกค้าที่ใช้บริการได้ระงับการต่ออายุสัญญาบริการ ด้วยเหตุที่อยู่ในกระบวนการควบรวมกิจการ อย่างไรก็ตามรายจ่ายจำนวนนี้ จะถูกกลับรายการทันทีตามสัดส่วนรายได้ที่บริษัทสามารถให้บริการแก่ลูกค้าได้ในอนาคต

​​นายสมบุญกล่าวว่า การตั้งสำรองด้อยค่าดังกล่าว ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของบริษัทมีขาดทุนสุทธิ 107.88 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากผลขาดทุนในปี 2564 ที่ 133.29 ล้านบาท ทั้งนี้หากไม่นับรวมขาดทุนจากการตั้งสำรองด้อยค่าสินทรัพย์ บริษัทจะมีขาดทุนสุทธิจำนวน 10.27 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทมีงานในมือ (Backlog) จำนวน 3,560 ล้านบาท

​โดยผลการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ปี 2565 ในส่วนธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม (Network Infrastructure) โครงข่ายไฟเบอร์ใยแก้วนำแสง บริษัทได้วางโครงข่ายหลัก (Backbone Network) ลงทุนครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ รวมถึงมีการสร้างสถานีฐานเพื่อเชื่อมต่อกับโครงข่ายของผู้ประกอบการประเทศเพื่อนบ้าน ทั้ง เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ลงทุนผ่านกิจการร่วมค้า คือ บริษัท สมาร์ท อินฟราเนท จำกัด (SIC) และ บริษัท อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (IH) เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าภายในประเทศ และลงทุนผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกทเวย์ จำกัด (IGC) เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าในต่างประเทศ รวมถึง ลงทุนผ่าน บริษัทร่วมคือ เมียนมาร์ อินฟอร์เมชั่น จำกัด (MIH) ที่เป็นกิจการในเมียนมาร์ให้บริการอินเตอร์เน็ตแก่ลูกค้าในเมืองย่างกุ้ง

​ทั้งนี้โครงการเคเบิ้ลใต้น้ำระหว่างประเทศ (CLS) ที่ IGC ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการให้บริการ สถานีชายฝั่งเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายภาคพื้นน้ำ (CLS) เป็นโครงการร่วมกันระหว่างผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมและ OTT มีความยาวกว่า 8,000 กิโลเมตร มีจุดการเชื่อมต่อโดยเริ่มต้นจากประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย เมียนมาร์ และไปสิ้นสุดที่อินเดีย ระบบเคเบิ้ลใยแก้วนำแสง มีจำนวนคู่ใยแก้วนำแสงตามแนวเส้นทางหลักทั้งสิ้น 12 คู่ใยแก้วนำแสง (fiber pairs) โดยระบบรองรับความจุในการสื่อสารข้อมูลได้มากกว่า 200 เทราบิทต่อวินาที (Tbps) สำหรับงานให้บริการสถานีชายฝั่งเพื่อเชื่อมต่อเคเบิ้ลภาคพื้นน้ำที่จังหวัดสตูล  IGC ได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบให้กับลูกค้าในแล้วในไตรมาส 3/2565 

​“ในปี 2565 บริษัทได้เข้าทำสัญญาระยะยาว 5-20 ปี กับลูกค้าต่างประเทศที่เป็นผู้ให้บริการด้านข้อมูลรายใหญ่ของโลก เพื่อให้บริการโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วนำแสงเพื่อเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูล (Data Centers) หลายแห่งของลูกค้า มูลค่าสัญญามากกว่า 1,000 ล้านบาท ระยะทางรวมกว่า 3,000 กิโลเมตร โดยสัญญามีเงื่อนไขกำหนดให้ลูกค้าชำระค่าบริการโครงข่ายตลอดอายุสัญญาเป็นการล่วงหน้า”นายสมบุญกล่าว

​นอกจากนี้ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกทเวย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ยังได้ลงทุนก่อสร้างวางระบบโครงข่ายสื่อสารใยแก้วนำแสง เพื่อรองรับการเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสารภาคพื้นน้ำระหว่างชายฝั่งทะเลตะวันตกถึงชายฝั่งทะเลตะวันออกเส้นทางกรุงเทพ-สตูล-สงขลา-มาเลเซีย ระยะทางรวมประมาณ 2,200 กิโลเมตร โดยลงทุนผ่าน บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เกทเวย์ จำกัด ด้วยงบประมาณ 595 ล้านบาท คาดว่าจะสร้างรายได้ให้กับบริษัทปีละ 50-80 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจพลังงาน บริษัทได้ ดำเนินงานลงทุนและติดตั้งระบบและอุปกรณ์ Solar Rooftop ให้กับภาครัฐและภาคเอกชน เช่น ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจโรงงานและอุตสาหกรรมขนาดกลาง ในรูปแบบ Private PPA โครงการดังกล่าวนอกเหนือจากช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าแล้ว ยังมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อม ช่วยกันลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานทดแทน ปัจจุบันได้เข้าทำสัญญากับลูกค้าแล้วทั้งสิ้น 31 ราย คิดเป็นกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 15.2Mwh

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IGC and Zenlayer Partner to Bring Edge Networking Services to Thailand and the Broader Indochina Area

Bangkok, Thailand- Nov 2, 2022 – International Gateway Co., Ltd. (IGC), a subsidiary of ALT Telecom, a neutral telecom and network service provider, and Zenlayer, a massively distributed edge cloud service provider, signed a memorandum of understanding (MoU) during Telecoms World Asia 2022 to jointly bring edge networking services to Thailand and the Indochina region.

The collaboration will benefit IGC’s enterprise and carrier customers across Thailand, Laos, Cambodia, Myanmar, Vietnam, Malaysia, and beyond, giving them access to Zenlayer’s global edge network with DDoS protection, as well as high-performance cloud compute services.

“Thailand is growing to be an ASEAN digital hub, and a key enabler of this is the networking infrastructure.” said Mr. Pichit Satapattayanont, Chief Executive Officer of International Gateway Co., Ltd. “Zenlayer’s hyper-connected global infrastructure and robust Network-as-a-Service offerings make them an ideal partner to power the digital transformation of the region. We are proud to be the first to bring their services to Thailand.”

As part of the strategic partnership, Zenlayer will use IGC’s data center facilities to build a new scrubbing center in Bangkok, providing near-source DDoS attack detection and mitigation services for customers in Thailand and connected countries.

“Zenlayer has been focusing on emerging markets since Day One. Up to now, we have built over 270 edge nodes across the globe.” said Terence Teo, Managing Director of Zenlayer APAC. “We are expanding rapidly in the Indochina region, seeking new ways to better connect local businesses with the rest of the world. IGC’s rich experience serving local customers and strong ecosystem make it a key technology enabler in the region. The partnership will mutually enhance our service offerings to meet the rising demand for connectivity here.”

About IGC

International Gateway Company Limited or IGC is a subsidiary of ALT Telecom Plc., a neutral regional telecommunication and network service provider.  IGC was established in year 2017 to provide wholesale bandwidth for both domestic and international traffic via SRT (State Railway of Thailand) and its nationwide network (so-called GMS network) which has totally about 12,000km of nationwide-optical fiber network and owns NNI (Network to Network Interface) for 15 Crossing Borders to connect with 24 operators surrounding Thailand and extended connectivity to more than 10 well-known data center in Thailand. Moreover, the Open Access License with 5 CLSs (Cable Landing Station) which located in the most strategic locations for the Submarine Business in Thailand. With Submarine cable network it will allow IGC to play a major role in the Eastern Economic Corridor Project and bridge the Submarine traffic to the GMS Terrestrial network.

Visit us online at www.intergateway.co.th and connect us on LinkedIn: International Gateway(IGC)

About Zenlayer

Zenlayer is a massively distributed edge cloud provider, operating more than 270 Points of Presence across 45+ countries. Businesses utilize Zenlayer’s on-demand cloud compute and networking services to deploy and run applications at the edge.

Zenlayer enables organizations to instantly improve real-time digital experiences at scale. Visit us online at www.zenlayer.com and connect with us on LinkedIn and Twitter: Zenlayer.

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Zenlayer จับมือกลุ่ม ALT ขยายบริการ Edge Networking เข้าไทยและภูมิภาคอินโดจีน

เอแอลที เทเลคอม ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมของไทย ส่งบริษัทลูก ”IGC” ลงนาม MoU เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Zenlayer APAC ผู้นำ Edge Computing Services ระดับโลก  เพื่อขยายบริการดังกล่าวมายังประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน

นายพิชิต สถาปัตยานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด หรือ IGC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทเอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมของประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับ Zenlayer APAC ผู้นำด้านการให้บริการ Edge Computing Services ระดับโลก   เพื่อร่วมกันนําบริการดังกล่าวมาสู่ประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน  ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมและลูกค้าองค์กรทั้งในประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น ส่งผลให้ผู้ให้บริการออนไลน์ อินเตอร์เน็ตและองค์กรต่างๆ ที่อยู่ในภูมิภาคอินโดจีนสามารถเข้าถึงเครือข่าย Global Edge Computing ของ Zenlayer ด้วยการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ (DDoS Protection) รวมถึงบริการประมวลผลบนระบบคลาวด์ที่มีประสิทธิภาพสูง ( High-performance cloud compute services)

“ประเทศไทยกําลังพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน และตัวขับเคลื่อนที่สําคัญคือโครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่าย ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกที่เชื่อมต่อกันขนาดใหญ่และกว้างขวางของ Zenlayer และข้อเสนอ Network-as-a-Service ที่ยอดเยี่ยม ทําให้ Zenlayer เป็นพันธมิตรที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาค เราภูมิใจที่ได้เป็นรายแรก ที่นําบริการของ Zenlayer มาสู่ประเทศไทย และในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ Zenlayer จะใช้โครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อเครือข่ายของ IGC เพื่อสร้างศูนย์ป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์ (Scrubbing Center) แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ โดยให้บริการตรวจจับและบรรเทาการโจมตีแบบ DDoS รองรับลูกค้าในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน” นายพิชิต กล่าว

Mr. Terence Teo กรรมการผู้จัดการ Zenlayer APAC กล่าวว่า “Zenlayer มุ่งเน้นไปที่ตลาดเกิดใหม่ตั้งแต่วันแรก จนถึงตอนนี้ เราได้สร้าง Edge Node ไปแล้วมากกว่า 270 แห่งทั่วโลก และกําลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในภูมิภาคอินโดจีน โดยมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจในระดับท้องถิ่นให้เชื่อมต่อกับพื้นที่อื่น ๆ ของโลกได้ดียิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์และฐานลูกค้าของ IGC ในการให้บริการลูกค้าในภูมิภาคและระบบนิเวศเครือข่ายสื่อสารที่แข็งแกร่งก่อให้เกิดการใช้งานด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในภูมิภาค ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับการให้บริการของเราสามารถตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้ทั้งสองฝ่าย”